Ad Spend
งบโฆษณาที่ใช้ไป
เงินทั้งหมดที่จ่ายให้ Meta เพื่อยิง Ad ดูจาก "Amount Spent" ใน Ads Manager ตัวเลขนี้ไม่รวมต้นทุนสินค้า เป็นแค่ค่า Ad อย่างเดียว
Ad Spend = เงินที่จ่ายให้ Meta จริงๆ
ใช้งบ ฿5,000 ยิง Ad 7 วัน → Ad Spend = ฿5,000
Revenue
ยอดขายที่เกิดจาก Ad
ยอดเงินรวมที่ลูกค้าซื้อสินค้าจาก Ad นี้โดยเฉพาะ ดูจาก "Purchase Conversion Value" ใน Ads Manager ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมดของร้าน
Revenue = ราคาสินค้า × จำนวนที่ขายได้จาก Ad
ขาย Course ฿990 ได้ 10 ออเดอร์ → Revenue = ฿9,900
Purchases
จำนวนออเดอร์จาก Ad
จำนวนออเดอร์ที่เกิดขึ้นจาก Ad นี้ ต้องตั้ง Conversion Event ให้ถูกต้องใน Meta Pixel ก่อน ถ้า Pixel ไม่ถูกต้อง ตัวเลขนี้จะผิดทั้งหมด
Purchases = Order ที่ Track ได้จาก Meta Pixel
ควรรอให้ครบ 50 Purchases ก่อน Scale เพราะ Meta Algorithm ต้องการข้อมูลพอ
CTR
อัตราคลิกลิงก์
เปอร์เซ็นต์คนที่เห็น Ad แล้วคลิก Link ดูจาก "Link CTR" ไม่ใช่ "All CTR" เพราะ All CTR รวม Reaction Like Comment ซึ่งไม่ได้บอกว่าคนสนใจสินค้าจริง
CTR = (Link Click ÷ Impression) × 100
CTR ต่ำกว่า 1% = Hook อ่อน ควรเปลี่ยน Creative / CTR สูงกว่า 2% = Hook ดี
CTR < 1% → Creative อ่อนCTR > 2% → Hook ดี
Frequency
ความถี่ที่คนเห็น Ad
จำนวนครั้งเฉลี่ยที่คนคนหนึ่งเห็น Ad นี้ ถ้าสูงเกินไปแสดงว่า Audience เริ่มเบื่อ Ad แล้ว หรือ Audience เล็กเกินไปจน Ad วนซ้ำ
Frequency = Impression ÷ Reach
Freq 1–2 = ปกติดี / 3–4 = เริ่มระวัง / 4+ = อันตราย ควร Kill
Freq 3–4 → เริ่มระวังFreq 4+ → Kill ด่วน
CPA
ต้นทุนต่อออเดอร์ที่เกิดขึ้นจริง
ต้นทุนเฉลี่ยที่จ่ายไปจริงเพื่อให้ได้ลูกค้า 1 คนจาก Ad นี้ ต่างจาก Target CPA ตรงที่ Target CPA คือ "เพดานที่ยอมจ่าย" ส่วน CPA คือ "ตัวเลขจริงที่เกิดขึ้น" เอาไว้เทียบกันว่า Ad ยังทำกำไรอยู่ไหม
CPA = Ad Spend ÷ Purchases
ใช้งบ ฿2,000 ได้ 4 ออเดอร์ → CPA = ฿500 ต่อออเดอร์
Target CPA
ต้นทุนสูงสุดต่อ 1 ออเดอร์
ต้นทุนสูงสุดที่เรายอมจ่ายเพื่อได้ลูกค้า 1 คน คำนวณจากราคาสินค้าลบด้วยกำไรที่ต้องการ ถ้า CPA จริงสูงกว่านี้ แปลว่าขาดทุนจาก Ad
CPA = Ad Spend ÷ Purchases
ขาย Course ฿990 อยากกำไร ฿500 → Target CPA = ฿490 สูงสุด
CPA > 2x Target → KillCPA < 80% Target → Scale
ROAS
ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง
อัตราส่วนรายได้ที่ได้กลับมาเทียบกับเงินที่จ่ายไปทำ Ad จริง บอกว่าจ่ายไป 1 บาทได้คืนมากี่บาท ต่างจาก Target ROAS ตรงที่ Target ROAS คือ "เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องการ" ส่วน ROAS คือ "ตัวเลขจริงที่เกิดขึ้น"
ROAS = Revenue ÷ Ad Spend
ใช้งบ ฿1,000 ได้ Revenue ฿2,800 → ROAS = 2.8x
Target ROAS
ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ
บอกว่าจ่ายเงิน ฿1 ต้องได้กลับมาอย่างน้อยกี่บาทถึงจะคุ้ม Digital Product ที่ไม่มีต้นทุนสินค้าแนะนำตั้งที่ 3x ขึ้นไป
ROAS = Revenue ÷ Ad Spend
ยิง Ad ฿1,000 ได้ Revenue ฿3,500 → ROAS = 3.5x ✓ ผ่าน
ROAS < 1.5x → KillROAS > 3.6x → Scale
Kill Timer
นาฬิกานับถอยหลัง Kill
ระบบคำนวณว่า Ad ที่ไม่มี Purchase ควรรอกี่วันก่อน Kill โดยดูจาก Daily Budget และจำนวนวันที่รันแล้ว ถ้าใช้เงินเกิน 2× Target CPA โดยไม่มี Purchase ถือว่าถึงเวลา Kill
Kill Point = Daily Budget × 2 วัน
Budget ฿300/วัน → Kill ถ้าใช้ไป ฿600 แล้วยังไม่มี Purchase
0 Purchase หลัง 2 วัน → Kill
ABO
ตั้ง Budget แยกรายชุดโฆษณา
ย่อจาก Ad Set Budget Optimization คือการตั้งงบแยกเป็นก้อนๆ ในแต่ละ Ad Set เอง เราเป็นคนกำหนดว่าแต่ละชุดจะได้เงินเท่าไหร่ ข้อดีคือคุมง่าย รู้ชัดว่าชุดไหนกินงบเท่าไหร่ แต่ข้อเสียคือถ้าไปเพิ่ม Budget ของชุดที่กำลังรันอยู่ (โดยเฉพาะเพิ่มเยอะๆ) ระบบ Meta จะต้องเรียนรู้ Audience ใหม่อีกรอบ (Learning Phase รีเซ็ต) ทำให้ Performance ดิ่งชั่วคราว
ถ้าอยาก Scale ชุดที่ดีอยู่แล้ว → Duplicate (ทำสำเนา) ดีกว่าเพิ่ม Budget ตรงๆ
Ad Set ได้ ROAS ดี อยาก Scale → Duplicate เป็นชุดใหม่ Budget เท่าเดิม แทนที่จะไปเพิ่ม Budget ชุดเดิม
CBO
ตั้ง Budget รวมที่ระดับ Campaign
ย่อจาก Campaign Budget Optimization คือการตั้งงบก้อนเดียวไว้ที่ Campaign แล้วปล่อยให้ Meta เป็นคนตัดสินใจเองว่าจะกระจายเงินให้ Ad Set ไหนมากน้อยแค่ไหนแบบ Real-time ข้อดีคือ Meta ปรับให้อัตโนมัติ รับการเปลี่ยน Budget ได้นุ่มนวลกว่า ABO เพราะไม่ต้องรีเซ็ต Learning Phase ทั้ง Campaign เพิ่ม Budget แบบค่อยเป็นค่อยไปจึงทำได้โดยไม่กระทบ Performance มากเท่า ABO
ถ้าอยาก Scale ใน CBO → เพิ่ม Budget ที่ระดับ Campaign ได้เลย (ไม่เกิน 20-30% ต่อครั้ง)
Campaign แบบ CBO ROAS ดี อยาก Scale → เพิ่ม Budget Campaign ทีละ 20% ทุก 2-3 วัน